กลับมา update blog ต่อค่ะ หลังจากบล็อคที่แล้ว
ดูเหมือนว่า เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เข้าใจว่า เรากำลังจะไปเที่ยว (หรือป่าว??)
คือ จะบอกว่า .....
เราไปมาแล้วค่ะ แล้วก็กลับมาทำงานแล้ว
แต่เพิ่งจะได้เล่าเรื่องราว... ถ้างั้น มาต่อจากตอนที่แล้วเลยนะค่ะ
อย่างที่บอกไปตอนที่แล้วค่ะว่า นี่เป็นทริปแรกที่ออกนอกประเทศไทย เพราะฉะนั้น ตอนที่ยังอยู่ในสุวรรณภูมิยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่
แต่พอขึ้นเครื่องบินแล้วเนี่ย เริ่มสำนึกได้ว่า ต่อไปนี้ ต้อง speak english ไป 1 เดือนแหนะ
เครียดค่ะ กลัวเค้าฟังเราพูดไม่รู้เรื่อง (ปกติ พี่ที่ออฟฟิตก็ชอบแซวเวลาเราพูดภาษาอังกฤษด้วย เลยยิ่งหมดความมั่นใจเข้าไปใหญ่) // พี่บ้า!!
ช่วงที่อยู่บนเครื่องเนี่ย เรามีปัญหาตอนเลือกของกิน เพราะแปลไม่ออก // ไม่สันทัดภาษาอังกฤษเรื่องของกินอย่างแรง
แต่โชคดีที่มีเพื่อน เค้าก็เลยอธิบายให้ฟังได้ว่ามันเป็นอะไร กับอะไร ก็เลยผ่านไปด้วยดี
(คือ เพื่อนเราก็เป็นฝรั่งนะ แต่พูดชัดอ่ะ ก็เลยฟังออก // สงสัยชินมั้ง)
แถมเดินทางตอนกลางคืน กินแล้วก็ง่วง
พอท้องอิ่ม หนังตาตก =_= // ง่วงมาก
กำลังจะหลับ สจ๊วตก็เอาน้ำส้มมาเสริฟ ก็เลยรับมากิน // จ๊าก!!! ตาตื่น 
คือ น้ำส้มเปรี้ยวมากอ่ะ ทำเอาตื่นเลย กว่าจะหลับได้ ก็ผ่านไปเกือบชั่วโมง
พอถึงที่หมาย (ประมาณ 6 โมงเช้า) ก็เริ่มตื่นเต้นอีกรอบ เพราะมันจะแยกเช็ค passport ระหว่างคนในประเทศ กับคนต่างประเทศใช่มั้ยค่ะ ก็ต้องแยกกับเพื่อน // แอบกลัวค่ะ เพราะไม่มีเพื่อนอยู่ข้างๆ แล้ว
จำได้ว่า ภาษาอังกฤษหายไปจากหัววูบใหญ่ๆ เลยค่ะ // ฟังไม่รู้เรื่องเลย
แต่พอผ่านมาได้ ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะ
พอออกจาก airport อากาศที่แอฟฟริกาใต้นี่ สดชื่นมากเลยค่ะ เย็นแบบภูกระดึงตอนเช้า (ช่วงหน้าหนาวอ่ะค่ะ) รู้สึกดีมากๆ เลย
จากนั้น เพื่อนก็ชี้ไปทางรถเบนส์สีขาวที่จอดเรียงรายอยู่ บอกว่า นั่นคือ taxi ของที่นั่นค่ะ แต่เป็นของรัฐบาล
ดูแล้ว หรูมากค่ะ แล้วสภาพรถเนี่ย ดีมากๆ เลยค่ะ เหมือนรถคนใหญ่คนโตเลย
น้องของแฟนพี่ชายเพื่อนมารับ (เรียก คุณ D ล่ะกัน) แล้วก็ไปส่งพี่บ้านพี่เค้า
พอถึงบ้าน แฟนของพี่ชายเพื่อนก็ออกมาต้อนรับ เสริฟกาแฟให้กิน
แต่ถ้วยกาแฟที่นั่นนะ ใหญ่มาก แต่ปรุงเหมือนกาแฟแก้วเล็กๆ พอกินไปแล้ว เหมือนน้ำเปล่ากินกาแฟเลยอ่ะ // คือเรากินกาแฟเข้มนะ พอเจอแบบนั่นเลยไม่ถูกปาก 
กินไปได้ 2/3 ก็เลิก // ไม่ไหวแล้ว
จากนั้น ก็ไปนอนพักผ่อน
หลับไปพักใหญ่ๆ ตื่นมา หายไปไหนหมดบ้านเนี่ย หาใครไม่เจอเลย
ก็เลยไปล้างหน้า แปรงฟัน
พอออกมาจากห้องน้ำ ดันไปจ๊ะเอ๋กับเด็ก 2 คน (ลูกๆ พี่ชายเค้าแหละ)
เด็กคนแรก // ช็อค + ตกใจ วิ่งเข้าห้องไปเลย (ร้องด้วย)
เด็กคนที่ 2 // ใครอ่ะ มาอยู่ในบ้านได้ไง
เราก็ตอบไป แล้วก็งงๆ แบบไรว่ะ ตรูทำไรผิดเนี่ย // ฉันมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรอ?? =[]=
สักพัก เพื่อนก็กลับมา มารับไปเที่ยวบ้านคุณ D (เพื่อนเรากับคุณ D เป็นเพื่อนรักกัน) เพื่อรอเวลา surprise พี่ชายเค้าคืนนี้
(คือ มางวดนี้ ตั้งใจมา surprise พี่ชายเค้านะค่ะ)
พอตกเย็น ... ก็ว่าจะรีบกลับบ้าน ไปแอบในตุ้เสื้อผ้าเด็กๆ (ทำตัวเป็นของขวัญ) แต่ว่าไม่ทัน พี่เค้ากลับมาก่อนนะ
ทุกคนเลยรวมหัว ให้พี่ชายเค้าไปหลังบ้าน แล้วเรากับเพื่อนก็เข้าไปแอบในตู้
จากนั้น คุณ D ก็บอกพี่ชายเค้าว่า มีของขวัญจะให้ก่อนวันเกิด อยู่ในตู้เสื้อผ้าเด็กๆ ให้ไปเปิดดู
(จะบอกว่า ตอนนั้น แอบตื่นเต้นไปด้วย เพราะเพื่อนเราไม่ได้กลับมาเยื่ยมบ้านบ่อยๆ ก็เลยตื่นเต้นแทนเพื่อนและพี่ชายเค้าด้วย
)
พอพี่ชายเค้าเห็นเพื่อนเท่านั้นแหละ น้ำตาไหลเลย แล้วก็กอดกันอยู่พักใหญ่เลยล่ะ// เห็นแล้ว ประทับใจมากๆ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะกล้องอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้า (เสียดาย T_T)
หลังจากนั้น เค้าก็มากอดทักทายเรา
หลังจากนั้น ก็ล้อมวง คุยกันจนดึกเลย (แต่เราไม่ได้เข้าใจทุกอย่างที่เค้าคุยกันหรอกนะ สมองยังไม่ปรับโหมด รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง) แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน
highlight ของอาทิตย์แรก มีแค่วันแรกที่ไปถึง
นอกนั้น ก็นั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ไปไหนมากมาย
เป็นอาทิตย์ของการปรับร่างกาย ทั้งเรื่องเวลา และอากาศ แค่นั้นจริงๆ
Note:
เวลา : เวลาที่นั่น ช้ากว่าเมืองไทยประมาณ 5-6 ชั่วโมง
อากาศ : ดีมากๆ ค่ะ ไม่มีมลพิษ ตอนเช้ากับตอนมืด อากาศจะเย็นมากๆ ส่วนตอนกลางวันเนี่ย กำลังดี
(เท่าที่จำได้ อากาศที่นั่น ไม่เกิน 25 องศาเลยค่ะ - มีแดดตอนกลางวัน แต่ไม่ร้อนเลย)
ส่วนรูปเนี่ย ไว้จะ post ให้ดูทีหลังนะค่ะ
- Kana (คะน้า) -
edit @ 18 Oct 2009 15:01:44 by Ka_Na